โดนัลด์ ทรัมป์
ธุรกิจ

สงครามการค้า สหรัฐฯ-จีน ศึกนี้จบยาก ดีล ล่ม

อุณหภูมิการค้าโลกร้อนระอุ เมื่อสองยักษ์พญาอินทรีและพญามังกรต่างไม่มีใครยอมกัน ข้อตกลงที่ว่ากันว่าจะยุติลงได้ในปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็กลายเป็นเพียงแค่ฝันกลางวันเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้หลายฝ่ายก็คาดกันไว้แล้วว่า “ไม่มีทางตกลงกันได้” “เป็นไปไม่ได้” “จบยากแน่นอน”…

6 พฤษภาคม 2562 โลกตื่นตัวอีกครั้ง เมื่อ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาสร้างอุณหภูมิร้อน ปลุก “สงครามการค้า” ปะทุ กับข้อความบนทวิตเตอร์ “สหรัฐฯ เสียดุลการค้ามานานหลายปี จาก 600 เป็น 800 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ยิ่งกับประเทศจีนแล้ว สหรัฐฯ เสียดุลการค้ากว่า 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ”

จากนั้นใน วันที่ 8 พฤษภาคม 2562 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ออกแถลงการณ์ว่า สหรัฐฯ จะขึ้นอัตราภาษีสินค้าส่งออกของจีนที่ส่งไปยังสหรัฐฯ มูลค่า 200 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จากอัตรา 10% เป็น 25%

ทั้งนี้ ในปี 2561 สหรัฐฯ ทำการค้าสินค้าและบริการกับจีน รวมประมาณ 737.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งออก 179.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนำเข้า 557.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยสินค้าและบริการของสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสะสมกว่า 378.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

…การออกมาจุดชนวน “สงครามการค้า” ของ “ทรัมป์” ในครั้งนี้ มีขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่จะมีการหารือ 2 ฝ่าย ระหว่างสหรัฐฯ และจีน รอบที่ 11 แน่นอนว่าเมื่อ “ทรัมป์” ออกมาแสดงท่าทีแบบนี้ ทางฝ่ายจีนก็ออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยทันที และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการตอบโต้กลับสหรัฐฯ เช่นกัน

DAY 1 “สหรัฐฯ” VS “จีน”

6 กรกฎาคม 2561 สหรัฐฯ เริ่มยกแรก ประกาศขึ้นภาษีในอัตรา 25% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน จำนวน 818 รายการ จากทั้งหมด 1,334 รายการ มูลค่ารวมกว่า 34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ แบ่งลิสต์ที่ 2 จำนวน 284 รายการ มูลค่ารวม 16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปจัดเก็บในช่วงเดือนสิงหาคม

ขณะที่ จีนก็ไม่น้อยหน้า ประกาศขึ้นภาษีในอัตรา 25% สำหรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ จำนวน 545 รายการ มูลค่ารวม 34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทันทีเช่นกัน

และเพียงไม่ถึงสัปดาห์ สหรัฐฯ ก็ประกาศลิสต์ที่ 3 ออกมาอีกระลอก ที่คราวนี้ปักหมุดจัดเก็บภาษีสินค้าจีนมากกว่า 6,000 รายการ มูลค่ารวม 200 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในอัตราภาษี 10%

2 สิงหาคม 2561 สถานการณ์ยังร้อนระอุ เมื่อสหรัฐฯ พิจารณาแผนการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนใหม่อีกครั้ง โดยมองว่า ควรจัดเก็บลิสต์ที่ 3 ในอัตรา 25% แทนที่จะเก็บในอัตรา 10% ตามแผนเดิม โดยผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า การเพิ่มอัตราภาษีครั้งนี้ เป็นการเพิ่มแรงกดดันให้จีนยอมเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของตัวเอง

จีนซัดยกสอง ไม่ปล่อยให้เสียเปรียบนาน กางลิสต์สินค้าสหรัฐฯ 5,207 รายการ มูลค่ารวม 60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แบ่งเป็น อัตรา 25% จำนวน 2,493 รายการ, อัตรา 20% จำนวน 1,078 รายการ, อัตรา 10% จำนวน 974 รายการ และอัตรา 5% จำนวน 662 รายการ

ยังไม่จบเพียงเท่านี้ จีนได้ยื่นคำขอหารือกับองค์การการค้าโลก (WTO) กรณีที่สหรัฐฯ ขึ้นภาษีอัตราร้อยละ 25 โดยอ้างว่า จีนละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและมีนโยบายบังคับถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่จีนมองว่าการขึ้นภาษีสินค้าจีนขัดกับกฎระเบียบตามความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariffs and Trade : GATT) หลายข้อบท

พบกันครั้งแรก หลังเปิดศึก

22-23 สิงหาคม 2561 สหรัฐฯ และจีนมาพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มเปิดศึก “สงครามการค้า” ซึ่งเป็นการพบกันโดยผู้แทนทั้งสองฝ่าย ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในการร่วมหารือแก้ปัญหาความขัดแย้งกรณีการขึ้นอัตราภาษีและวิกฤติการค้าที่ชักจะบานปลาย แต่สุดท้าย… การเจรจาทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่ได้ข้อยุติ

เวลา 00.01 น. ของ วันที่ 23 สิงหาคม 2561 สหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ ระบุ กำแพงภาษีอัตรา 25% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน 279 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวม 16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ และในเวลาเดียวกัน ทางฝั่งจีนเองก็ออกแถลงการณ์ ลั่นระฆังมาตรการเรียกเก็บภาษีอัตรา 25% สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ 333 รายการ มูลค่ารวม 16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซ้ำยังยื่นฟ้อง WTO รอบสอง

ณ เวลานั้น มีการคาดการณ์ผลกระทบกันว่า “สงครามการค้า” สหรัฐฯ VS จีน อาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวประมาณร้อยละ 0.5 ต่อมูลค่าสินค้าที่ต้องขึ้นภาษีทุก 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

มะกันระส่ำ เสี่ยงตกงาน เซ่นพิษ “ภาษี”

ผู้ประกอบการในสหรัฐฯ ถึงกับกุมขมับ หลัง “สงครามการค้า” ไม่มีท่าทีสงบ หวั่นแบกรับความเสียหายจากนโยบายภาษีไม่ไหว อาจจำต้องปลดคนงานทิ้งบางส่วน หรือมากกว่า 12% ขณะที่ รัฐบาลสหรัฐฯ ก็เดินหน้าแผนเรียกเก็บภาษีชุดใหม่จากจีน มูลค่ารวม 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยรอบแรกจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 กันยายน 2561 อัตรา 10% และจะเพิ่มเป็นอัตรา 25% ในวันที่ 1 มกราคม 2562

และเพียง 1 วันหลังสหรัฐฯ ออกมาประกาศ จีนเองก็ตอบโต้กลับด้วยการเตรียมจัดเก็บภาษีมูลค่า 60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังยกเลิกแผนการหารือข้อพิพาททางการค้ากับสหรัฐฯ อีกด้วย

9 พฤศจิกายน 2561 สหรัฐฯ และจีนตัดสินใจยกหูสนทนาหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับดีลการค้าครั้งนี้อีกครั้ง โดยหวังว่าอย่างน้อยที่สุดอาจจะ “หยุดรบ” ชั่วคราว เพื่อลดความตึงเครียดลงบ้าง… ซึ่งต่อมาใน วันที่ 2 ธันวาคม 2561วามคาดหวังก็เป็นผล เมื่อสหรัฐฯ และจีนยินยอมที่จะ “พักรบ” ชั่วคราว หลังสองผู้นำ “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง” พบกันในการประชุม G20 โดยให้เลื่อนการเก็บอัตราภาษีออกไป 90 วัน (1 มีนาคม 2562)

ปี 2562 ลั่นกลองรบ “สงครามการค้า” อีกครั้ง

เริ่มปีใหม่ที่มาพร้อมความหวัง “สงครามการค้า” จะสงบศึก แต่ในความเป็นจริงมันยังคงคุกรุ่นพร้อมลั่นกลองรบตลอดเวลา… วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 “ทรัมป์” ออกมาบอกว่า จะไม่มีการพบปะหารือกับ “สี จิ้นผิง” ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นคนออกมาบอกเองว่า เขาจะพบกับ “สี จิ้นผิง” ในเดือนกุมภาพันธ์ ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปมาของ “ทรัมป์” เป็นที่สนใจของหลายฝ่าย เพราะเกิดขึ้นก่อนที่ดีล 90 วัน จะครบกำหนดวันที่ 1 มีนาคม 2562 ซึ่งสื่อของจีนอย่าง People’s Daily มองว่า คำพูดของ “ทรัมป์” เป็นเพียงกรอบเวลาที่เลื่อนลอยเท่านั้น

ต่อมา ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ “ทรัมป์” ก็ออกมาประกาศว่า เขาจะเลื่อนการเก็บอัตราภาษีชุดใหม่ออกไปก่อน โดยไม่ได้กำหนดว่า “เส้นตาย” ใหม่จะเป็นวันใด

สถานการณ์เหมือนจะจบลงด้วยดี เพราะหลังจากนั้น สหรัฐฯ และจีนก็มีการพบปะหารือข้อพิพาทการค้ากันอยู่เนืองๆ

แต่ก็ฝันหวานกันได้ไม่นาน เมื่อ “ทรัมป์” ออกมาลั่นกลองรบอีกครั้ง แถมเคี่ยวกว่าเดิม เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน มูลค่า 200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิม 10% เป็น 25% มีผลบังคับใช้ 10 พฤษภาคม 2562 พร้อมกล่าวหา “จีนไม่ทำตามสัญญา”

ส่วนการเจรจาเมื่อช่วงวันที่ 10-11 พฤษภาคม 2562 ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นั้นก็จบลงโดยที่ไม่สามารถตกลงกันได้

…หลังจากปล่อยให้สหรัฐฯ แผลงฤทธิ์อยู่หลายวัน ในที่สุด วันที่ 13 พฤษภาคม 2562 จีนก็ประกาศออกมาแล้วว่า จะมีการเรียกเก็บอัตราภาษีชุดใหม่ ในวันที่ 1 มิถุนายน 2562 ที่จะถึงนี้ ถือเป็นการโต้กลับสหรัฐฯ ท่ามกลางการคาดหวังของหลายฝ่ายว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “สี จิ้นผิง” จะมีการหารือกันนอกรอบในการประชุม G20 อันใกล้นี้

ซึ่งถ้า “สงครามการค้า” สามารถยุติได้ ก็คงจะเป็นดั่งที่ “ทรัมป์” กล่าวไว้ว่า

“การตกลงครั้งนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ จนถึงขั้นที่นับได้ว่าเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ หากว่ามันเกิดขึ้นได้จริงๆ”